หมวดหมู่ : ฝ่ายการพยาบาล
เรื่อง : เริมที่ใบหน้า
โดย : admin
เข้าชม : 25124
อังคาร ที่ 2 เดือน เมษายน พ.ศ.2556
พิมพ์  

เริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Herpes simplex แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

Herpes simplex virus type 1 (HSV-1)
     - ทำให้เกิดโรคบริเวณใบหน้าเป็นส่วนใหญ่
Herpes simplex virus type 2 (HSV-2)
     - ทำให้เกิดโรคที่อวัยวะเพศเป็นส่วนใหญ่

     ทว่าการมีเพศสัมพันธ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ อาจข้ามแดนได้ เช่น HSV-1 อาจไปก่อโรคที่อวัยวะเพศ หรือ HSV-2 อาจไปก่อโรคที่ปากได้

เริมที่เกิดจาก HSV-1
          เริมชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อ Herpes simplex type 1 มักเกิดตุ่มใสๆ รวมเป็นกลุ่มๆ มีอาการปวดแสบปวดร้อน ตุ่มมักขึ้นที่ริมฝีปาก รอบปาก จมูก หรือบริเวณอื่นๆของใบหน้า พบเริมชนิดนี้ได้บ่อยและติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายทว่ามีอาการไม่ร้ายแรง (ยกเว้นทารกแรกเกิดที่ติดโรคจากมารดา้ขณะ คลอด) เมื่อติดเชื้อแล้วอาจเป็นเพียงครั้งเดียวแล้วไม่เป็นอีก หรืออาจเป็นๆ หายๆ ก็ได้

สาเหตุ : เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า HSV-1หลังจากติดเชื้อไวรัสในครั้งแรกแล้ว เชื้อยังคงอาศัยอยู่อย่างสงบในระบบประสาทและอาจก่อโรคใหม่เมื่อร่างกายอ่อนแอ เช่น ถูกความร้อนสูงจากการตากแดดจัด หรือตากลมหนาวเย็น (ในประเทศที่อากาศหนาว) เป็นเวลานาน ช่วงที่เป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ อ่อนล้า หมดแรง เครียด ผู้หญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน ระยะติดต่อคือ 2 วันก่อนผื่นขึ้นคือเมื่อเริ่มมีอาการแสบๆ คันๆ จนกระทั่งแผลหายติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรง เช่น จูบ หรือมีการสัมผัสตุ่มใสที่แตกและยังไม่แห้งจนตกสะเก็ด

อาการแบ่งเป็น 4 ระยะ
ระยะที่ 1 มีอาการแสบๆคันยุบๆยิบๆคล้ายถูกเข็มแทง 1-2 วันก่อนผื่นขึ้น
ระยะที่ 2 เกิดตุ่มน้ำขนาดเล็กๆแล้วค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น และมีอาการปวดแสบปวดร้อน
ระยะที่ 3 ตุ่มใสยุบลงรวมตัวเป็นแผลแฉะๆมีน้ำเหลืองเยิ้ม เป็นระยะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย
ระยะที่ 4 ผื่นเริ่มแห้งและเริ่มตกสะเก็ด เป็นระยะที่ผู้ป่วยชอบแกะ ซึ่งทำให้มีอาการปวดและเลือดออกตามมา

ภาวะแทรกซ้อน
1) หากมีพยาธิสภาพที่เยื่อบุตา
     - เยื่อบุตาอักเสบ
     - แผลที่กระจกตา กระจกตาอักเสบ
     - ม่านตาอักเสบ
2) สมองอักเสบ จากการที่เชื้อลุกลามเข้าสู่สมอง

ดูแลตนเองได้อย่างไร
     1.พบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
     2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น เช่น จูบ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
     3.หลีกเลี่ยงความร้อนจากการตากแดด หรือตากลมหนาวเย็นเป็นเวลานาน
     4.ไม่ควรเกาจนตุ่มใสแตกออก หรือแกะสะเก็ดจนหลุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนและแผลเป็น
     5.รับประทานยาระงับปวด
     6.ปรึกษาจักษุแพทย์ถ้าเป็นที่นัยน์ตา

แพทย์รักษาอย่างไร
     1.ให้ยาต้านไวรัส
     2.ให้ยาต้านจุลชีพถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย
     3.รักษาภาวะแทรกซ้อน

การป้องกัน
     1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่มีผื่นจนกว่าผื่นหายดีแล้ว
     2.ล้างมือบ่อยๆ
     3.หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องโกนหนวด ใบมีดโกน
     4.รักษาสุขภาพให้แข็งแรง มีสุขอนามัยที่ดี เพราะโรคนี้มักกำเริบเมื่อร่างกายอ่อนแอ เช่น อดนอน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก เป็นหวัด (การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ) แม้ไม่เคยเป็นโรคเริมมาก่อนก็ควรรักษาสุขภาพ เพราะการติดเชื้อเริมในครั้งแรกอาจไม่มีอาการ แต่เชื้อจะเข้าไปอยู่ในร่างกายอย่างสงบและก่อโรคในภายหลังเมื่อสุขภาพไม่แข็งแรง