---------------------------
 
  ---------------------------
 
   
   
Thai | English

แบบไหน....ถึงไม่เครียด
          มีงานวิจัยล่าสุดยืนยันว่า การลดความเครียดลงมาเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจสโตร็คได้จริง แต่จะทำอย่างไรให้คลายความเครียดลงมาให้ได้ เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล และการค้นหาแนวทางที่ทำให้ตัวเองห่างไกลจากความเครียด ก็เป็นต้นแบบนิสัยดีมากมายที่จะตามมา ซึ่งล้วนเป็นผลดีต่อร่างกายไม่เพียงแต่ระดับความดันโลหิตลงมาเท่านั้น  ลองมาดูกันว่าคำแนะนำเหล่านี้ช่วยคุณได้หรือไม่
          1. การฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ
             กล้ามเนื้อที่ควรฝึกมี 10 กลุ่มด้วยกันคือ 1. แขนขวา, 2. แขนซ้าย, 3. หน้าผาก, 4. ตา แก้ม และจมูก, 5. ขากรรไกร ริมฝีปาก และลิ้น, 6. คอ, 7. อก หลัง และไหล่, 8. หน้าท้องและก้น, 9. ขาขวา และ 10. ขาซ้าย
วิธีการฝึกมีดังนี้
             1) นั่งในท่าสบาย
             2) เกร็งกล้ามเนื้อไปทีละกลุ่ม ค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วคลายออก จากนั้นก็เกร็งใหม่สลับกันไป
                 ประมาณ 10 ครั้ง ค่อยๆทำไปจนครบทั้ง 10 กลุ่ม
             3) เริ่มจากการกำมือ และเกร็งแขนทั้งซ้าย – ขวา แล้วปล่อย
             4) บริเวณหน้าผาก ใช้วิธีเลิกคิ้วให้สูง หรือขมวดคิ้วจนชิดแล้วคลาย
             5) ตา แก้ม และจมูก ใช้วิธีหลับตาปี๋ ย่นจมูกแล้วคลาย
             6) ขากรรไกร ริมฝีปาก และลิ้น ใช้วิธีกัดฟัน เม้มปากแน่นและใช้ลิ้นดันเพดานโดยหุบปากไว้แล้วคลาย

             7) คอ โดยการก้มหน้าให้คางจรดคอ เงยหน้าให้มากที่สุดแล้วกลับสู่ท่าปกติ
             8) อก หลัง และไหล่ โดยหายใจเข้าลึกๆ แล้วเกร็งไว้ ยกไหล่ให้สูงที่สุดแล้วคลาย
             9) หน้าท้อง และก้น ใช้วิธีแขม่วท้อง ขมิบก้นแล้วคลาย
           10) งอนิ้วเท้าเข้าหากัน กระดกปลายเท้าให้สูง เกร็งขาซ้ายและขวาแล้วปล่อย
           การฝึกเช่นนี้จะทำให้รับรู้ถึงความเครียดจากการเกร็งกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆ และรู้สึกสบายเมื่อคลายกล้ามเนื้อออกแล้ว ดังนั้น ครั้งต่อไปเมื่อเครียดและกล้ามเนื้อเกร็งจะได้รู้ตัว และรีบผ่อนคลายโดยเร็ว ก็จะช่วยได้มาก

2. การฝึกการหายใจ
ฝึกการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณหน้าท้องแทนการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอก เมื่อหายใจเข้า หน้าท้องจะพองออก และเมื่อหายใจออก หน้าท้องจะยุบลง ซึ่งจะรู้ได้โดยเอามือวางไว้ที่หน้าท้องแล้วคอยสังเกตเวลาหายใจเข้าและหายใจออก   หายใจเข้าลึกๆและช้าๆ กลั้นไว้ชั่วครู่ แล้วจึงหายใจออก ลองฝึกเป็นประจำทุกวัน จนสามารถทำได้
้โดยอัตโนมัติ การหายใจแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ทำให้สมองแจ่มใส ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน พร้อมเสมอสำหรับภารกิจต่างๆในแต่ละวัน
3. ออกกำลังกาย
                    
การออกกำลังกายเป็นยิ่งกว่ายาวิเศษ เป็นการขจัดความตึงเครียดชนิดพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์รู้จัก ถ้าคุณเครียดให้ออกกำลังกายรูปแบบใดก็ได้ ถ้าเป็นนักบาสเกตบอลอาจสะใจที่ได้จับลูกกลมๆยัดลงห่วง แต่ถ้าเป็นคนทำงานธรรมดาก็อาจจะหาทางออกกำลังได้ด้วยการเดินขึ้นลงบันไดหลายๆ ชั้น  แทนการกดลิฟท์ขึ้นมารับ    เมื่อรู้สึกเครียดเมื่อใดให้เดินออกกำลังกาย เดินให้ความเหนื่อยเข้ามาแทนที่ความเครียด แต่หลังจากหายเหนื่อยความเครียดก็จะหายไปด้วย
  
4. นอนหลับให้สนิท
ร่างกายคนเราต้องการชาร์จกำลังเหมือนกัน แต่เพียงแค่เราไม่ต้องเสียบปลั๊ก เราใช้การนอนหลับ เพื่อให้้ร่างกายไดชาร์จไฟให้เต็มที่ หลายคนฝึกตัวเองให้เสียบชาร์จมือถือก่อนเข้านอน เพื่อเตรียมกำลังของแบตเตอรี่เอาไว้พรุ่งนี้ แต่ลืมที่จะชาร์จแบตเตอรี่ของตัวเอง เข้านอนแล้วก็นอนไม่หลับ หรือหลับๆตื่นๆ ยังทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วอีกต่างหาก การนอนหลับๆตื่นๆก็เช่นเดียวกัน เช้าขึ้นมาก็เหนื่อยเพลียง่วง และพาลเครียดง่ายๆด้วย
 
 
 

โรงพยาบาลเพชรรัชต์ 99/9 ม.6 ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี 76000  โทรศัพท์ 0-3241-7070 ถึง 9   โทรสาร 0-3241-1689
E-mail : info@petcharat-hospital.com