Thai
| English |
|
เริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า
Herpes simplex แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
Herpes simplex virus type 1 (HSV-1)
ทำให้เกิดโรคบริเวณใบหน้าเป็นส่วนใหญ่
Herpes simplex virus type 2 (HSV-2)
ทำให้เกิดโรคที่อวัยวะเพศเป็นส่วนใหญ่
ทว่าการมีเพศสัมพันธ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป
ไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ อาจข้ามแดนได้ เช่น HSV-1
อาจไปก่อโรคที่อวัยวะเพศ หรือ HSV-2 อาจไปก่อโรคที่ปากได้ |
 |
|
 |
เริมที่เกิดจาก
HSV-1
เริมชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อ Herpes simplex
type 1 มักเกิดตุ่มใสๆ รวมเป็นกลุ่มๆ มีอาการปวดแสบปวดร้อน
ตุ่มมักขึ้นที่ริมฝีปาก รอบปาก จมูก หรือบริเวณอื่นๆของใบหน้า
พบเริมชนิดนี้ได้บ่อยและติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายทว่ามีอาการไม่ร้ายแรง
(ยกเว้นทารกแรกเกิดที่ติดโรคจากมารดา้ขณะ
คลอด) เมื่อติดเชื้อแล้วอาจเป็นเพียงครั้งเดียวแล้วไม่เป็นอีก
หรืออาจเป็นๆ หายๆ ก็ได้ |
|
|
สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า HSV-1หลังจากติดเชื้อไวรัสในครั้งแรกแล้ว
เชื้อยังคงอาศัยอยู่อย่างสงบในระบบประสาทและอาจก่อโรคใหม่เมื่อร่างกายอ่อนแอ
เช่น ถูกความร้อนสูงจากการตากแดดจัด หรือตากลมหนาวเย็น
(ในประเทศที่อากาศหนาว) เป็นเวลานาน ช่วงที่เป็นหวัด
ไข้หวัดใหญ่ อ่อนล้า หมดแรง เครียด ผู้หญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน
ระยะติดต่อคือ 2 วันก่อนผื่นขึ้นคือเมื่อเริ่มมีอาการแสบๆ
คันๆ จนกระทั่งแผลหายติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรง เช่น
จูบ หรือมีการสัมผัสตุ่มใสที่แตกและยังไม่แห้งจนตกสะเก็ด |
อาการแบ่งเป็น
4 ระยะ
ระยะที่
1 มีอาการแสบๆคันยุบๆยิบๆคล้ายถูกเข็มแทง
1-2 วันก่อนผื่นขึ้น
ระยะที่ 2 เกิดตุ่มน้ำขนาดเล็กๆแล้วค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น
และมีอาการปวดแสบปวดร้อน
ระยะที่ 3 ตุ่มใสยุบลงรวมตัวเป็นแผลแฉะๆมีน้ำเหลืองเยิ้ม
เป็นระยะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย
ระยะที่ 4 ผื่นเริ่มแห้งและเริ่มตกสะเก็ด เป็นระยะที่ผู้ป่วยชอบแกะ
ซึ่งทำให้มีอาการปวดและเลือดออกตามมา |
ภาวะแทรกซ้อน
1) หากมีพยาธิสภาพที่เยื่อบุตา
-
เยื่อบุตาอักเสบ
-
แผลที่กระจกตา กระจกตาอักเสบ
-
ม่านตาอักเสบ
2) สมองอักเสบ จากการที่เชื้อลุกลามเข้าสู่สมอง
|
|
|
ดูแลตนเองได้อย่างไร
1.พบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น
เช่น จูบ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
3.หลีกเลี่ยงความร้อนจากการตากแดด
หรือตากลมหนาวเย็นเป็นเวลานาน
4.ไม่ควรเกาจนตุ่มใสแตกออก
หรือแกะสะเก็ดจนหลุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และป้องกันการติดเชื้อแบคที
เรียซ้ำซ้อนและแผลเป็น
5.รับประทานยาระงับปวด
6.ปรึกษาจักษุแพทย์ถ้าเป็นที่นัยน์ตา |
แพทย์รักษาอย่างไร
1.ให้ยาต้านไวรัส
2.ให้ยาต้านจุลชีพถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย
3.รักษาภาวะแทรกซ้อน
การป้องกัน
1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่มีผื่นจนกว่าผื่นหายดีแล้ว
2.ล้างมือบ่อยๆ
3.หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องโกนหนวด ใบมีดโกน
4.รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
มีสุขอนามัยที่ดี เพราะโรคนี้มักกำเริบเมื่อร่างกายอ่อนแอ
เช่น อดนอน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก เป็นหวัด
(การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ) แม้ไม่เคยเป็นโรคเริมมาก่อนก็ควรรักษาสุขภาพ
เพราะการติดเชื้อเริมในครั้งแรกอาจไม่มีอาการ แต่เชื้อจะเข้าไปอยู่ในร่างกายอย่างสงบและก่อโรคในภายหลังเมื่อสุขภาพไม่แข็งแรง
|
| |
แผนกวิชาการ
ฝ่ายการพยาบาล รพ.เพชรรัชต์ จ.เพชรบุรี
ที่มา : นิตยสาร Health Today ฉบับที่ 78 กันยายน
พ.ศ. 2550 |